ผู้เขียน หัวข้อ: การพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT หน่วยการเรียนรู้ อาเซียนศึกษา  (อ่าน 406 ครั้ง)

plus minus reset

ครูสุพัตรา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2

  • Level and Hp Level 1 : Exp 40%
    HP: 0.3%
    • ดูรายละเอียด
ชื่อเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT หน่วยการเรียนรู้ อาเซียนศึกษา  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย   สุพัตรา   เกษมเรืองวิชชญ์      
ปีการศึกษา   2554

บทคัดย่อ

              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และองค์ความรู้เกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือในการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  2)  เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT  3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT  และ  4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT หน่วยการเรียนรู้ อาเซียนศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ  ผู้ทรงคุณวุฒิ  จำนวน 8 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีปิงเมือง  ปีการศึกษา 2553 จำนวน 25 คน  และปีการศึกษา 2554 จำนวน 28 คน ซึ่งได้กลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  แบบสัมภาษณ์ แบบวิเคราะห์เอกสาร แผนการเรียนแบบร่วมมือ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนแบบร่วมมือ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้ค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า
   1. ผลการศึกษาสภาพ ปัญหา และองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือ
      1.1 ผลการศึกษาสภาพ ปัญหาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พบว่า  ครูยังคงเน้นการบรรยายเนื้อหาเป็นหลัก ไม่มีรูปแบบการสอน เทคนิควิธีการสอน และกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่แปลกใหม่ ไม่น่าสนใจ  ครูใช้สื่อและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนน้อย  สื่อ อุปกรณ์ไม่เพียงพอ เก่าและขาดคุณภาพ ครูขาดการบูรณาการการเรียนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน และครูภูมิปัญญา นักเรียนมีความหลากหลายและแตกต่างกัน  แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนไม่เพียงพอ นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนขาดเรียนบ่อย  ขาดความสามารถด้านกระบวนการคิด  ไม่กระตือรือร้น ไม่สนใจใฝ่รู้
      1.2 องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนแบบร่วมมือ  พบว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงานเป็นกลุ่มย่อย โดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกัน เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละคนสนับสนุนให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจนบรรลุตาม สมาชิกแต่ละคนในทีมจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการเรียนรู้ และจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจเพื่อที่จะช่วยเหลือและเพิ่มพูนการเรียนรู้ของสมาชิกในทีม 
   2. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT 
      2.1 ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT  พบว่า  มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ รูปแบบวิธีสอนที่คำนึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ให้มากที่สุด ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้แบบการแข่งขันเป็นทีมและแบบกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ และมีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่  ขั้นนำเสนอบทเรียนในชั้นเรียน ขั้นศึกษากลุ่มย่อย  ขั้นทดสอบย่อยรายบุคคล  ขั้นคิดคะแนนความก้าวหน้ารายบุคคล ขั้นการยกย่องความสำเร็จของกลุ่มขั้นการแข่งขันทางวิชาการ  และขั้นการกำหนดทีมที่ได้รับการยกย่อง และมีการจัดปัจจัยสนับสนุนการจัดการเรียนรู้อย่างเพียงพอ
                            2.2 ผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ  พบว่า  มีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนผลการหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT  พบว่า มีค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) เท่ากับ 83.15/84.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  ที่กำหนดไว้
   3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบ การสอน แบบ STAD ร่วมกับ TGT  พบว่า  ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
   4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ STAD ร่วมกับ TGT  พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก